ทำไมต้องฉีดวัคซีน

การทำงานของวัคซีนนั้นคือ การกระตุ้นภูมิคุ้มกันของร่างกาย การป้องกันดังกล่าวประกอบด้วยเซลล์ต่างๆ และantibody คุ้มกันของลูกสุนัขส่วนหนึ่งนั้นได้มาจากนมน้ำเหลืองที่ได้จากแม่ในช่วงแรกหลังคลอดใหม่ๆ (colostrum) ซึ่งจะอยู่ได้นานประมาณ ไม่เกิน 3 เดือน ด้วยเหตุผลนี้ตารางวัคซีนควรจะเริ่มเมื่อลูกสุนัขมีอายุประมาณ1.5-2 เดือน และครบโปรแกรมเมื่อลูกสุนัขอายุ 3 เดือน ซึ่งช่วงดังกล่าวจะเป้นช่วงที่ระดับภูมิคุ้มกันที่ได้รับจากแม่ลดลง และไม่สามารถป้องกันลูกสุนัขจากโรคติดต่อร้ายแรงได้

 

ทำไมถึงต้องมีการฉีดวัคซีนซ้ำอีก

หลายๆคนเชื่อว่า ถ้าลูกสุนัขได้รับวัคซีนตั้งแต่เด็กแล้ว ภูมิคุ้มกันนี้จะอยู่ไปตลอดชีวิต แต่จริงๆแล้วไม่ไช่อย่างนั้น เราต้อง ฉีดวัคซีนกระตุ้นอย่างสม่ำเสมอ หากไม่มีการกระตุ้นวัคซีนเป็นประจำ สุนัขก็จะไม่มีภูมิคุ้มกันพอที่จะป้องกันโรคร้ายแรงบางอย่างได้ และมักพบว่าสัตว์มีการเสียชีวิตจาดโรคดังกล่าวอยู่บ่อยๆ

 

โรคที่สามารถใช้วัคซีนป้องกันได้ในสุนัข

ในปัจจุบันโรคติดจ่อที่สำคัญในสุนัข คือ

  • โรคลำไส้อักเสบติดต่อ

  • โรคหัดสุนัข

  • โรคตับอักเสบติดต่อ

  • โรคเลปโตสไปโรซิส (ฉี่หนู)

  • โรคหลอดลมอักเสบติดต่อ

  • โรคพิษสุนัขบ้า

ทุกโรคดังกล่าว เป็นโรคที่ติดต่อได้ ยากที่จะรักษาและเป็นอันตรายถึงชีวิต

 

การดูแลสัตว์เลี้ยงหลังได้รับวัคซีน

  1. หลังฉีดวัคซีน ควรพักดูอาการที่คลินิค หรือโรงพยาบาลสัตว์อย่างน้อย 30 นาที - 1 ชั่วโมง ให้แนใจว่าสัตว์มีอาการปกติจึงกลับบ้านได้

  2. งดอาบน้ำสัตว์หลังทำวัคซีนเป็นเวลา 7 วัน

  3. สัตว์เลี้ยงแต่ละตัวจะตอบสนองต่อวัคซีนโดยการสร้างภูมิคุ้มกันต่อโรคต่างกันไป ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ได้แก่ อายุของสัตว์ ประเภท และชนิดของวัคซีน และสุขภาพโดยทั่วไปของสัตว์เลี้ยง หลังการทำวัคซีนอาการต่อไปนี้อาจเกิดขึ้นได้เป็นเรื่องปกติได้แก่ อ่อนเพลีย มีไข้ต่ำๆ หรือเบื่ออาหาร หลังจาก 48 ชั่วโมง อาการดังกล่าวยังคงอยู่ควรปรึกษาแพทย์

  4. ภายหลังจาการทำวัคซีนต้องใช้ระยะเวลาอย่างน้อย 7 วันร่างกายจึงจะเริ่มสร้างภูมิคุ้มกันโรค และต้องได้รับวัคซีนอีกอย่างน้อย 1-2 ครั้งถึงจะมีระดับภูมิคุ้มกันโรคเพียงพอ หากมีการติดเชื้อก่อนที่ระดับภูมิคุ้มกันโรคเพียงพอที่จะป้องกันโรคได้ สัตว์เลี้ยงที่ทำวัคซีนก็อาจเกิดโรคได้เช่นกัน ดังนั้น ก่อนสัตว์เลี้ยงจะฉีดวัคซีนครบตามโปรแกรมควรให้สัตว์เลี้ยงได้รับน้ำและอาหารที่สะอาดและเพียงพอ และต้องป้องกันไม่ให้สัตว์มีโอกาสสัมผัสโรค เช่น อยู่ในพื้นที่ระบาดของโรค คลุกคลีกับสัตว์ป่วย เลี้ยงสัตว์แน่นหนาเกินไป