ห่วงใยสัตว์เลี้ยงตัวน้อยของเรา......ไม่อยากให้เป็นมะเร็งเลย

เอเอกสารเผยแพร่ความรู้

โรงพยาบาลสัตว์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

http://hospital.vet.ku.ac.th

ดำเนินการโดยกองทุนรักษาพยาบาลสัตว์ป่วยอนาถา

ห่วงใยสัตว์เลี้ยงตัวน้อยของเราไม่อยากให้เป็นมะเร็งเลย !!

รศ.ส.พญ.ดร.สุณี คุณากรสวัสดิ์

ปัจจุบันนี้”มะเร็ง”ยังเป็นโรคร้ายที่คุกคามและคร่าชีวิตสัตว์เลี้ยงที่เรารักอยู่ จากการสำรวจในปี 1998 ของ Morris Animal Foundation Animal Health Survey แสดงให้เห็นมะเร็งเป็นโรคที่ทำให้สุนัขตายสูงเกือบ 50% เมื่อเทียบกับโรคหัวใจ (12%) และโรคไต(8%)ในทำนองกับโรคมะเร็งในคนก็จัดเป็นปัญหาทางสาธารณาสุขของทุกประเทศทั่วโลก ที่พบว่าเกิดอัตราการตายอยู่ใน 3 อันดับแรกอาจเป็นอันดับ 2 บ้าง อันดับ 3 บ้างแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ เป็นที่น่าแปลกใจว่าการป่วยด้วยโรคนี้ที่พบเพิ่มขึ้นทั้งในคนและสัตว์เลี้ยงมีส่วนเกี่ยวข้องกันหรือไม่ มีผู้สังเกตและเสนอแนะให้เห็นว่า ในปัจจุบันนี้การเลี้ยงดู และความใกล้ชิดของสัตว์เลี้ยง (เช่น สุนัข,แมว) กับเจ้าของมีมากขึ้น ทำให้สัตว์เลี้ยงถูกนำเข้ามาสัมผัสและตกอยู่ในภาวะมลพิษของสิ่งแวดล้อม อาหาร น้ำ อากาศ สรเคมี กัมมันตภาพรังสี และอื่นๆ ร่วมกับมนุษย์ ตัวแรเหล่านี้เองที่อาจมีผลกระตุ้นให้เซลล์ใดเซลล์หนึ่งในร่างกายเกิดความผิดปกติ และกลายเป็นมะเร็งในที่สุด ถ้าอย่างนั้นสัตว์เลี้ยงที่เรารักอาจกำลังได้รับความเสี่ยงต่อการถูกคุกคามด้วยมะเร็งอยู่หรือเปล่า?มีตัววัดอาการใดบ้างที่บ่งชี้ให้เจ้าของสัตว์เริ่มสงสัย และพามาหาสัตวแพทย์?

AVMA (American Veterinary Association) ได้เสนอแนะว่ามี 10 ข้อที่น่าสงสัยว่าสัตว์เลี้ยงของเรากำลังถูกคุกคามด้วยมะเร็ง ดังนี้

1.มีการบวมโตผิดปกติ (Abnormal swelling) ทีบริเวณใดบริเวณหนึ่ง และดูเหมือนว่าจะคงอยู่ และโตขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่มีการลดขนาดหรือยุบลง

2.มีแผลบนผิวหนัง แผลเปื่อย เจ็บปวด (Sores) ที่หายยาก(DO not heal)

3.น้ำหนักลดลง (Weight loss)

4.เบื่อไม่อยากอาหาร

5.มีการไหลของเลือด (Bleeding) หรือมีสิ่งที่ถูกขับปล่อยออกมา (Discharge) จากส่วนของร่างกายที่มีช่องเปิด หรือ รูเปิด

6.มีกลิ่นเหม็นรุนแรง (Offensive odor)

7.มีอาการกลืน (Swallowing) หรือ กินอาหาร (Eating) ลำบาก

8.มีอาการเฉื่อยชา ไม่อยากออกกำลังกาย ไม่แข็งแรง และไม่อดทน

9.มีอาการเจ็บขา (Lameness or stiffness) บ่อยและไม่หาย

10.มีอาการหายใจลำบาก ปัสสาวะติดขัด ถ่ายอุจจาระยากผิดปกจิ

อาการผิดปกติเหล่านี้คงพอจะช่วยให้เจ้าของสังเกตเห็นและนำมาหาสัตวแพทย์แต่เนิ่นๆ เพื่อตรวจสุขภาพสัตว์เลี้ยงของท่าน แต่ทั้งนี้ก็มิได้หมายความว่า ถ้าตรวจพบอาการเหล่านี้จะสรุปได้ทันทีว่าสัตว์เลี้ยงขอนท่านป่วยด้วยโรคร้ายนี้ เป็นแต่เพียงบ่งชี้ว่าน่าจะมีความผิดปกติเกิดขึ้นแก่สัตว์เลี้ยงของท่าน และอาจป่วยด้วยโรคมะเร็งหรือเปล่า?

สัตวแพทย์กับการดุแลจัดการสัตว์ป่วยของท่านเมื่อสงสัยว่าป่วยด้วยโรคมะเร็ง

ข้อแรก: การตรวจวินิจฉัย ชนิดของเนื้องอก เป็นขั้นตอนแรกที่สัตว์แพทย์ต้องทราบก่อนที่จะเริ่มวางแผนและเตรียมการรักษาสัตว์เลี้ยงของท่าน การตรวจเนื้องงอกจะช่วยบ่งชี้ว่าเนื้องอกนั้นเป็นเนื้องงอกชนิดไม่ร้ายแรง (malignant) ที่เรียกว่า “มะเร็ง”หรือ เป็นเนื้องอกชนิดไม่ร้ายแรง (benign) การตรวจวินิจฉัยที่ถูกต้องเท่านั้นที่จะนำไปสู่การรักษาที่ถูกวิธี ทั่งยังช่วยให้ทราบว่าเนื้องอกที่เกิดขึ้นมีต้นกำเนิด (origin) มาจากส่วนใด มีการเติบโตผิดปกติอย่างไร และเป็นชนิดใด

ข้อสอง: การประเมินสภาพสัตว์ป่วย (Evaluate the entire patient)

การตรวจประเมินสภาพสัตว์ป่วย คือ การตรวจดูค่าเลือด (blood counts,blood chemistry) ค่าปัสสาวะ (urinalysis)รวมถึงการตรวจทางรังสีวินิจฉัยเพื่อดูการแพร่กระจาย (metastasis)ของเนื้องอกในบริเวณตำแหน่งของเนื้องอก (tumor site) ช่องอก (thorax) ช่องท้อง(abdomen)นอกเหนือจากนี้อาจต้องมีการตรวจเฉพาะพิเศษอื่นๆเพื่อประกอบรักษา เช่น bone marrow aspirate,electrophoresis of serum or urine, buffy coat smear,ultrasound of a body area, nuclear imaging, serology, virology, etc.

การตรวจและประเมินขอบเขตความสำเร็จของการรักษาด้วย

ข้อสาม: การวางแผนการรักษา และเตรียมการรักษาที่เหมาะสม (Develop an appropriate treatment plan)

การรักษาโดยการผ่าตัดก้อนเนื้อร้ายและบริเวณรอบๆออกไปด้วยวิธีทางศัลยกรรม(Surgery) หรือการรักษาโดยการหยุดยั้งทำลายการเติบโตของเซลล์มะเร็งด้วยวิธีการให้การสารเคมีบำบัด (chemotherapy)การฉายรังสีรักษา (radiation)หรือการให้แบบร่วมกัน(combination chemotherapy, radiation and/or surgery)ล้วนเป็นวิธีการรักษาทั่วไปในปัจจุบัน ซึ่งก็ไม่แตกต่างกับการรักษาเนื่องอกของคน การเลือกวิธีการรักษาต้องพิจารณาถึง ชนิดของเนื่องอก ตำแหน่งของเนื้องอก ระยะเวลาและความรุนแรงของเนื้องอกตลอดจนอายุ สุขภาพของสัตว์ประกอบ สิ่งที่ต้องคำนึงถึงอื่นๆ คือผลข้างเคียงของการใช้รังสีหรือสารเคมีบำบัดช่วยในการรักษา เช่น เม็ดเลือดขาว/แดงต่ำ อาเจียน ท้องเสีย ขนร่วม ตับไตอักเสบ เป็นต้น

หลักการโดยทั่วของการรักษาคือ ถ้าไม่สามารถใช้การผ่าตัดเอาก้อนเนื้อร้ายออกหรือไม่สามารถใช้การฉายรังสีช่วยรักษาได้ ก็จะต้องพิจารณาเลือกใช้การให้สารเคมีบำบัดช่วยในการรักษา เพื่อทำลายหยุดยั้งการเจริญเติบโตของก้อนเนื้อร้าย ซึ่งโดยทั่วไปฤทธิ์ของสารเคมีบำบัดมีผลต่อเซลล์ปกติของร่างกายด้วยนอกเหนือจากเซลล์มะเร็ง การรักษาจึงควรต้องอยู่ภายในการดูแลควบคุมของสัตวแพทย์ สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับสัตว์ที่ป่วยด้วยมะเร็ง คือการเลือกใช้วิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการรักษา

“มะเร็ง”บางชนิดไม่สามารถรักษาได้หรือ สายเกกว่าที่จะรักษาได้ก็มิได้หมายความว่าสัตวแพทย์จะไม่ทำอะไรเลย อย่างน้อยที่สุดสิ่งที่สัตวแพทย์คำนึงถึงคือความพยายามช่วยให้สัตว์ทรมานน้อยที่สุดก่อนจะจากไปการช่วยลดความเจ็บปวด การควบคุมการแทรกซ้อนของโรคอื่นๆการให้อาหารช่วยเสริมร่างกาย จนถึงวาระสุดท้ายด้วยการให้สารเคมีฉีดเข้าเส้นเลือดเพื่อให้สัตว์ตายอย่างสงบ (euthanasia) ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของการช่วยเหลือสัตว์ป่วยที่ต้องอาศัยการตัดสินใจและความเข้าใจจากเจ้าของสัตว์ร่วมกัน