โรคพยาธิในเม็ดเลือดในสุนัข
เอกสารเผยแพร่ความรู้
โรงพยาบาทสัตว์ หมาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
http://hospital.vet.ku.ac.th
ดำเนินการโดย
กองทุนรักษาพยาบาลสัตว์ป่วยอนาถา

โรคพยาธิในเม็ดเลือดในสุนัข
รศ.น.สพ.ดร.สถาพร จิตตปาลพงศ์
โรคพยาธิในเม็ดเลือดของสุนัข ประกอบด้วย กลุ่มของโรคหลายชนิดที่เกิดจากเชื้อโปรโตซัวและริคเก็ตเซีย ที่มีความรุนแรงแตกต่างกัน แต่ที่มีลักษณะเหมือนกัน คือส่วนใหญ่นำโรคโดยเห็บ(Tick-bornediseases) โดยสาเหตุของโรคเกิดจากเชื้อปรสิตต่อไปนี้

  1. โปรโตซัว Babesia canis และ B. gibsoni
  2. โปรโตซัว Hepatozoon canis
  3. ริคเก็ตเซีย Ehrlichia canis, E. chaffeensis และ Anaplasmaphagocytophila
  4. ริคเก็ตเซีย Haemobartonella canis
  5. แบคทีเรีย Bartontlla vinsonii

อาการของโรคพยาธิในเม็ดเลือดของสุนัขที่เกิดจากเชื้อในแต่ละชนิดจะมีความแตกต่างกันออกไปโดยพอสรุปอาการของโรคจากแต่ละเชื้อดังนี้

 

กลุ่มอาการของโรค Babesiosis (B. canis& B. gibsoni)
เชื้อ Babesia spp. จะอาศัยอยู่ในเม็ดเลือดแดง คล้ายกับเชื้อที่ทำให้เกิดโรคมาลาเรียในคนเมื่อเพิ่มจำนวนจะทำให้เม็ดเลือดแดงของสัตว์ถูกทำลาย และมักจะพบอาการ ดังต่อไปนี้

  1. โลหิตจาง (anemia) เยื่อเมื่อจะซีด สังเกตได้จากเยื่อเมือกในช่องปาก
  2. มีไข้สูง(1040F)
  3. สุนัขจะซึมมาก ไม่กินอาหาร ไม่ค่อยเคลื่อนไหว
  4. ลูกสุนัขที่ต่ำกว่า 2 เดือน ที่อยู่กับแม่ที่เคยติดเชื้ออาจจะมีอุณภูมิคุ้มกันจากแม่ป้องกันโรคได้ แต่เมื่อมีอายุมากขึ้นจะมีความไว ต่อการติดโรค สัตว์อายุน้อยไม่มีความคุ้มกันจะมีอัตราการตายสูง
  5. ถ้าเป็นแบบเรื้อรัง อาจพบอาการดีซ่าน (jaundice) เนื่องจากสภาพเม็ดเลือดแดงถูกทำลายอย่างมากและตับได้รับความเสียหายจะสังเกตได้จากเยื่อเมือกที่มีสีเหลือง หรือในลูกตาขาวจะเปลี่ยนเป็นสีเหลือง

 

กลุ่มอาการของโรค Hepatozoon (h.canis)
เชื้อ Hepatozoon spp จะอาศัยอยู่ในเม็ดเลือดขาวชนิด Neutrophils ซึ่งจะมีผลทำให้ภูมิคุ้มกันของสัตว์ลดลงจากปกติ เนื่องจากเม็ดเลือดขาวดังกล่าวจะถูกทำลาย และสูญเสียประสิทธิภาพในการป้องกันตัวเองจากเชื้อภายนอก อาการที่มักพบ คือ

  1. มีไข้เป็นช่วงๆและไม่ตอบสนองต่อปฏิชีวนะ
  2. ผอมแห้ง น้ำหนักลดอย่างต่อเนื่อง ไม่ค่อยกินอาหาร
  3. โลหิตจาง
  4. ท่าเดินหรือท่ายืนผิดปกติ หรืออาจพบอาการอัมพาตของขาหลัง(lumbar paralsis)
  5. มีอาการเจ็บตามกล้ามเนื้อที่สัมผัส และอาจเป็นสาเหตุเริ่มต้นของโรคอื่นๆที่อาจพบในภายหลัง
  6. กล้ามเนื้อฝ่อหรือลีบตามมา
  7. มักจะพบอาการติดเชื้ออื่นๆ ร่วมด้วย และอาจเป็นสาเหตุเริ่มต้นของโรคอื่นๆ ที่อาจพบในภายหลัง
  8. ในสุนัขบางตัวอาจพบเชื้อ Hepatozoon canis โดยที่ยังไม่ได้แสดงอาการใดๆ ออกมา เนื่องจากร่างกายยังการตอบสนองในระบบของภูมิคุ้มกันดีอยู่เมื่อสัตว์เกิดสภาพเครียดหรืออ่อนแอขึ้นมาซึ่งจะทำให้ภูมิคุ้มกันลดลง จะทำให้สัตว์แสดงอาการของโรคออกมา

 

กลุ่มอาการของโรค Ehrlichiosis (Ehrlichia canis, E. chaffeens และ Anaplasma phagocytophila)
เชื้อ Hepatozoon spp. จะอาศัยในเม็ดเลือดขาวชนิด Monocytes,Neutrophil,Eosinophils และ Lymphocytes ความรุนแรงของโรคนี้ใกล้เคียงกับโรค Babesiosis เป็นโรคที่พบได้บ่อยมากที่สุดในสุนัขอาการของโรคที่มักพบ คือ

  1. โลหิตจาง และมีเกล็ดเลือดต่ำ (thrombocytopenia)
  2. มีไข้สูง
  3. มีจุดเลือดออกตามเยื่อเมือก
  4. ต่อมน้ำเหลืองบวม
  5. ซึมไม่กินอาหาร น้ำหนักลด และติดเชื้อแทรกซ่อนอื่นๆได้ง่าย
  6. โรคจะมีความรุนแรงในสัตว์อายุน้อย โดยทำให้อัตราการตายสูงถ้าไม่ได้รักษาหรือวินิฉัยทันที

 

กลุ่มอาการของโรค Haemobartonellosis(Haemobartonellosis canis)
เชื้อโรค Haemobartonella ssp. จะอาศัยอยู่บริเวณด้านนอกของเม็ดเลือดแดง และทำให้เม็ดเลือดแดงมีลักษณะรูปร่างผิดปกติ โดยทั่วๆไป
จะมีความรุนแรงต่ำกว่าเชื้ออื่นๆในกลุ่มเดียวกัน อาการที่มักพบมีดังนี้

  1. อาการโลหิตจาง มักพบร่วมกับการติดเชื้ออื่นๆ หรือจากการใช้ยากดภูมิคุ้มกัน
  2. สัตว์จะไม่แสดงออกใดๆจนกว่าจะมีสภาพโลหิตจาก ซึ่งจะนำไปสู่อาการไข้ และซึม
  3. สัตว์ที่มีสุขภาพแข็งแรง ภูมิคุ้มกันปกติจะควบคุมปริมาณของเชื้อไม่ให้มีการเพิ่มจำนวนหรือแพร่กระจายไปได้
  4. เชื้อนี้ถูกทำลายได้โดยยาปฏิชีวนะ จึงอาจจะถูกทำลายไปในขณะที่ติดเชื้ออื่นๆ

 

กลุ่มอาการของโรค Bartonellosis (Bartonella vinsonii )
เชื้อ Bartonella spp. อาศัยอยู่ในเม็ดเลือดแดง ความชุกของโรคนี้สุนัขค่อนข้างต่ำ อาการที่มักพบมีดังนี้

  1. การอักเสบของลิ้นปิดเปิดหัวใจ (aortic และ mitral valves)
  2. กินอาหารลดลง ซึมมีอาการ เจ็บขาสลับไปมา
  3. อาจพบอาการเยื่อหุ้มสมอง และสมองอักเสบ
  4. อาการมีความหลากหลายตั้งแต่รุนแรงน้อยจนไปถึงรุนแรงมากขึ้นอยู่กับการแพร่กระจายของเชื้อในอวัยวะ

 

การป้องกันและการควบคุมโรคพยาธิในเม็ดเลือดในสุนัข

  1. โรคส่วนใหญ่นำโดยเห็บ ดังนั้นวิธีการที่ป้องกันโรคที่ดีที่สุด คือ การควบคุมเห็บสุนัขให้มีอยู่น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ เห็บทุกระยะสามารถนำโรคได้ ดังนั้นการกำจัดเห็บต้องทำอย่างต่อเนื่องจนไม่พบระยะใดระยะหนึ่งเป็นเวลานานๆ (มากกว่า 2 เดือน) ซึ่งสามารถได้ลดความเสี่ยงของการติดโรคที่นำโดยเห็บทั้งหลายได้ แม้ว่าสุนัขภายในบ้านอาจจะปลอดจากเห็บ แต่อย่าวางใจในกรณีรอบๆบ้านมีสุนัขจรจัดมาอาศัยอยู่หน้าบ้าน ซึ่งอาจจะนำเห็บมาสู่สุนัขของเราได้
  2. ควรตรวจสุขภาพสุนัขเป็นประจะทุกๆ 3-6 เดือน โดยต้องแจ้งสัตวแพทย์ให้เจาะเลือดตรวจพยาธิในเม็ดเลือด ซึ่งถ้าสามารถตรวจพบได้แต่เนิ่นๆก็อาจช่วยลดความสูญเสียที่อาจจะเกิดจากโรคได้
  3. โรคพยาธิในเม็ดเลือดบางโรค สามารถติดต่อสู่คนได้ ได้แก่โรค Ehrlichiosis โดยเกิดจากการกัดดูดเลือดของเห็บ ซึ่งเราอาจจะไม่รู้ตัวถ้าปล่อยให้มีเห็บอยู่ในสภาพแวดล้อมจำนวนมากทำให้มาโอกาสที่เห็บสุนัขจะเลือกคนเป็นโฮสต์มีได้มากขึ้น และอาจนำโรคมาสู่คนในที่สุดดังนั้นการควบคุมจำนวนเห็บและการหมั่นตรวจสุขภาพสุนัขเป็นประจำจะช่วยลดความเสี่ยงของการติดโรคของคนที่อยู่โดยรอบ
  4. ไม่ควรให้ยาป้องกันการติดโรคพยาธิในเม็ดเลือด เนื่องจากเชื้อแต่ละตัวจะใช้ยาแตกต่างกันจึงไม่สมควรใช้ยาเนื่องจากยามีผลข้างเคียงอื่นๆต่อตัวสัตว์ เช่น ความเป็นพิษและมีโอกาสทำให้เชื้อเกิดการดื้อต่อยารวมทั้งค่าใช้จ่ายในการดูแลสัตว์ โดยไม่จำเป็น การป้องกันที่ดีที่สุด คือ การควบคุมจำนวนเห็บ และการหมั่นดูแลสุขภาพของสัตว์ประจำการรักษาเป็นส่วนที่ขึ้นอยู่กันสัตว์แพทย์โดยตรง เจ้าของสุนัขไม่ควรซื้อยามากินหรือฉีดเอง เนื่องจากการรักษาโรคมีความซับซ้อนมากกว่าเป็นเพียงการใช้ยาให้ตรงกับโรค สุนัขบ้างตัวอาจจะต้องตรวจเลือด เพื่อดูการทำงานของตับไต เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการเป็นพิษต่ออวัยวะ ก่อนที่สัตวแพทย์จะดำเนินการรักษา เนื่องจากยาที่ใช้ในการรักษาโรคพยาธิในเม็ดเลือดบางชนิด เช่น เชื้อ Babesia มีความเป็นพิษสูง สัตว์อาจแพ้ยาและมีอาการข้างเคียงอื่นๆตามมา การรักษาจึงต้องมีการให้ยาอื่นๆสนับสนุน เพื่อให้สัตว์มีการฟื้นตัวจากการติดเชื้อและปลอดภัยจากผลันไม่พึงประสงค์อื่นๆ นอกจากนี้การรักษาโรคพยาธิในเม็ดเลือดจะต้องมีความต่อเนื่อง คือ การติดตามผลการรักษาอาจจะต้องทำต่อไปอีก 3 เดือน-1 ปี เพื่อป้องกันการกลับมาแสดงอาการของโรคหรือเกิดการติดซ้ำ
  5. โรคพยาธิเม็ดเลือดในสุนัขบางชนิด ไม่มียารักษาให้หายขาดได้ เช่น โรค Hepatozoonosis การดูแลสัตว์ที่ติดเชื้อดังกล่าว จึงเป็นการรักษาตามอาการและบำรุงให้สัตว์ฟื้นตัวได้เร็วที่สุด ซึ่งจะทำให้สัตว์มีชีวิตยืนยาวไปได้ ส่วนใหญ่แล้วโรคพยาธิในเม็ดเลือดเป็นโรคที่อาจกล่าวได้ว่าไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ เนื่องจากเชื้อสามารถซ่อนตัวอยู่ใน ตับ ม้าม หรือ ต่อมน้ำเหลือง ในร่างกายสัตว์ได้ โดยส่วนใหญ่ยาที่ใช้รักษาจะออกฤทธิ์ต่อระยะของพยาธิในเม็ดเลือดในกระแสเลือดเท่านั้นและไม่ค่อยมีผลต่อเชื้อในอวัยวะต่างๆ เมื่อสัตว์เคยเป็นโรคแล้วเจ้าของสัตว์ต่อเฝ้าระวังตลอดไป ตราบเท่าที่มีเห็บสุนัขอยู่ในสภาพแวดล้อมซึ่งพร้อมที่จะนำโรคมายังสัตว์เลี้ยง การตรวจสภาพของสัตว์เลี้ยงเป็นประจำ เป็นวิธีการที่ดีที่สุดในการเฝ้าระวังและช่วยให้เจ้าของได้ทราบถึงสภาพวะของสัตว์เลี้ยงเนื่องจากมีโรคบางชนิดสามารถติดต่อจากสัตว์มาสู่คนได้